ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งการดองบล็อกไร้ขีดจำกัด!
เนื่องด้วยภาระหลายๆอย่าง ณ ขณะนี้ ทำให้ผมไม่สามารถอัพบล็อกได้บ่อย
ถ้าจะทำอะไรบนอินเตอร์เน็ต จะไปสิงสถิตอยู่ที่ทวิตเตอร์ของผม มากกว่า
เป็น 140 ตัวอักษรที่มีประโยชน์สาดดด และใช้บ่นได้ชะงัดดีนัก
ถ้าว่าง หรือมีอะไรน่าสนใจ ก็จะมาอัพบล็อกเรื่อยๆครับ
ถ้าว่างจัด ก็อาจจะได้เห็นบล็อกยาวๆ
ถ้าว่างสาดดด ก็อาจจะได้เห็นเรื่องสั้นกัน
(อดใจรอนะจ๊ะ อ่านบล็อกนี้ต้องอดทน)
สมัยเมื่อขึ้นมัธยมต้นใหม่ๆ เป็นช่วงการแอนตี้กำลังเฟื่องฟูสำหรับผม
ตอนนั้นจำได้ว่ากำลังบ้าเฉลียง จากการไปเจอคนคอเดียวกันแนะนำเว็บเฉลียงให้ผมดู
พอเข้าไปแล้วก็กรี๊ดมาก เพราะมันเจ๋งดี เช็คเว็บบอร์ดทุกวันๆ จากที่ฟังเฉลียง และชอบในแนวเพลงและเนื้อหาของเพลงอยู่แล้ว ก็เลยบ้าเฉลียงมากขึ้นไปโดยปริยาย (ทุกวันนี้ก็ยังชอบอยู่นะครับ แค่ไม่ได้เข้าไปเช็คบ่อยขนาดนั้น)
ทีนี้พอฟังเฉลียงมากๆ ด้วยความที่ตอนนั้นยัง(ค่อนข้าง)เด็กอยู่ ก็เลยพาลจะแอนตี้เพลงสมัยใหม่ๆ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นแค่กระแสสังคม ประกอบกับเพื่อนผมคนนั้นมันก็ค่อนแคะให้ฟังเสมอๆ ว่า
เพลงสมัยนี้มันไม่มีอะไร มีแต่ฉันรักเธอ เธอรักฉัน เราพลัดพรากจากกัน ฉันจะตายถ้าไม่มีเธอ
ก็เลยยิ่งรู้สึกว่าเป็นการชอบตามกระแสกันเข้าไปใหญ่ ไม่เหมือนเพลงเน้นเนื้อหาแบบเฉลียง ที่สำคัญคือพวกร้องคำภาษาไทยเป็นเสียงภาษาอังกฤษเนี่ย ช่วงนั้นผมรับไม่ได้มาก (พวก ทอ เป็น Tor)
อีกเหตุผลหนึ่งก็คงเป็นจากผู้ใหญ่คนโน้นคนนี้ ที่ผมไปฟังข้อดีของเพลงเก่ามา ทั้งไม่เพี้ยนเสียงวรรณยุกต์ ทั้งเนื้อหาดี ทั้งอะไรๆ
ช่วงม.1 ก็จะเป็นช่วงที่ผมแอนตี้พวกนี้มาก จนไปไบแอสกับ AF2 ซึ่งเอาเพลงเร่ขายฝันมาร้อง ถึงขั้นเปิดตัว(ผมเอง)ในเว็บเฉลียงด้วยการตั้งกระทู้จับผิดเพลงนั้น (แถมใช้นามจอคล้ายๆกับคนที่อยู่ในบอร์ดแต่แรกแล้วอีกตะหาก) ซึ่งพี่ๆที่นั่นก็ดูใจกว้างยอมรับดี แต่ผมก็ยังไม่รู้สึกตัว (แหะๆ น่าอายจัง)
แต่ผมก็ไม่ได้แอนตี้ถึงขั้นไม่ฟังเลยนะ แค่เวลาฟังก็จะรู้สึกว่ามันไม่ดี และถ้าเลือกเปิดได้ผมจะเลือกเปิดเพลงเก่า ยิ่งพอมาเจอเพื่อนคนนั้น (คนเดียวกับที่ชวนผมเข้าบอร์ดเฉลียงนั่นแหละ) ซึ่งก็ฟังเพลงเก่าเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว ก็เลยยิ่งฟังเพลงเก่าไปด้วย
ต่อมา พอเข้าไม่ปลายม.1 ก็ต้นม.2 ความคิดก็เริ่มเปลี่ยนไป เริ่มกลางๆมากขึ้น เพราะคิดว่ายังไงเพลงก็เป็นงานศิลปะ มันย่อมมีคุณค่าในตัวเอง (แต่ก็ยังไม่ชอบบางเพลงที่แย่จริงๆอยู่) แต่ก็ยังไม่ได้ชอบวงไหนเป็นพิเศษ จนกระทั่งผมมาเริ่มบ้าฟลัวร์ตอนม.3 และบอดี้แสลมตอนปลายม.3 จากนั้นม.4 ก็เป็นยุคที่ผมฟังเพลงจริงจังกว่าเดิมมาก (ถึงจะยังตามเพลงใหม่ไ่ม่ทันบ้าง เพราะที่บ้านไม่มี MTV ขึ้นรถก็หลับตลอด ไม่งั้นพ่อผมก็ฟัง FM 99 ซึ่งก็ฮาดี ผมเลยไม่ขอเปลี่ยนคลื่น) บ้าอยู่หลายวงเหมือนกัน
แอนตี้อีกเรื่องคือ ผมแอนตี้คนบ้าการ์ตูนครับ (หมายเหตุ: การ์ตูน ในที่นี้ ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าเป็นการ์ตูนญี่ปุ่น ไม่รวมพวกขายหัวเราะ) แอบแอนตี้การ์ตูนอยู่หน่อยๆ พวกการ์ตูนที่…เอ่อ…บรรยายไม่ถูกอะครับ คือพวกการ์ตูนที่ดูชื่อแล้วก็รู้ว่าเรื่องน้ำเน่าอะครับ (ชื่อประมาณพวกนิยายอิโมติคอน ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมไม่ค่อยชอบ–แต่ไม่ถึงขั้นแอนตี้ มาจนถึงเดี๋ยวนี้) ถึงขั้นไปเรียกชื่อกลุ่มบ้าการ์ตูนกลุ่มหนึ่งแบบประชดๆ ว่าพวก “แมงก้าฟีเวอร์” (จริงๆต้องอ่านมังงะ แต่ผมอ่านเพื่อความสะใจ) ซึ่งพวกนี้จะเรียกส่าเป็นโอตาคุก็ไม่ผิดนัก แต่คงถูกแค่ส่วนหนึ่งเพราะพี่ท่านบ้านักร้องเกาหลีด้วย
ซึ่งกลุ่มนี้ก็อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมแอนตี้นักร้องเกาหลีไปด้วย…ไม่รู้สิ…มันคงเหมือนอคติมั้งครับ? แล้วมันก็ประมาณครั้งที่ผมแอนตี้เพลงสมัยใหม่นั่นแหละ คือรู้สึกว่าเป็นเพลงกระแส จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีอะไร
ผมเคยกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้สั้นๆ ในคอมเมนต์บล็อกของพี่ก้อน (แอบพิมพ์ผิดด้วย จริงๆมิโรติคนี่ของดงบังนะครับ ผมเอาไปเหมารวมกับ SJ ซะงั้น)
คือเมื่อก่อนผมแอนตี้เกาหลีหน่อยๆนะ ไม่ถึงกับไปด่าว่าอะไรเขา แต่มองว่ามันค่อนข้างไร้สาระ ก็ไม่ได้ว่าอะไรถ้าคนจะไปชอบ ไปกรี๊ด (แต่บางอย่างผมว่ามันก็มากไปหน่อย)โดยมากเวลาผมฟังคลื่นเพลงช่วงนั้น พอมีเพลงเกาหลีมาปุ๊ปผมจะเปลี่ยนคลื่นใหม่ (ก็ฟังไม่รู้เรื่องอ้ะ ไม่รู้จะฟังทำไม)
จนกระทั่งประมาณปลายๆ ม.4 หรือปิดเทอมม.4 ใหม่หรือไงเนี่ยแหละ ช่วงที่เพลง Gee ออกมา แล้วคลื่นวิทยุเปิดกัน…ปกติผมจะเปลี่ยนคลื่นหนี ไม่ก็ไม่ได้ตั้งใจฟังเพลง รอบนี้ผมเลือกอย่างหลัง พอฟังไปได้สักหน่อย ก็เริ่มรู้สึกว่ามันเป็นเพลงที่ฟังแล้วเบิกบานใจดีแฮะ ทำนองกับดนตรีมันสนุกดี ฟังแล้วหายเครียด ผมก็เลยเริ่มรู้สึกดีกับเพลงเกาหลีมากขึ้น จนกลายเป็นเฉยๆ ตอนนี้กลายเป็นชอบแล้ว และอาจพัฒนากลายเป็นคลั่งต่อไป
ผมรู้สึกว่าเกาหลีก็เป็นประเทศที่น่าสนใจและน่าทึ่งดีนะครับ ที่เขาสามารถพัฒนาประเทศมาได้ขนาดนี้ เมื่อก่อนผมก็แอนตี้ซีรี่ส์เกาหลีด้วย ตอนนี้ก็เริ่มเฉยๆแล้วเหมือนกัน เริ่มชอบด้วย โปรดัคชั่นเขาดูดีกว่าละครไทยเยอะ พล็อตถึงจะน้ำเน่าและบีบคั้นหัวใจ แต่ก็ดูมีเหตุผลมากกว่าไอ้ที่นางร้ายมาแว้ดๆของละครไทย (แต่ตอนนั้นผมแอนตี้ละครไทยยิ่งกว่า!) ตอนนี้ เฉยๆกับละครไทย ชอบบางเรื่องที่สร้างสรรค์ (หาได้ยากยิ่ง) และชอบละครเกาหลี แต่ไม่ถึงกับต้องไปสรรหามาดู มีให้ดูก็ดูครับ ไม่ได้ชอบขนาดนั้น
เมื่อก่อนที่ผมเคยแอนตี้การ์ตูนตอนม.ต้น (ดังที่ได้เกริ่นไว้แล้วในตอนแรก แล้วหลุดไปเรื่องเกาหลีซะก่อน) ตอนนั้นอ่านอยู่ไม่กี่เรื่อง หลักๆก็จะมีโคนันนั่นแหละ ก็เริ่มเพลาๆลงเมื่อขึ้นม.ปลายเริ่มเฉยๆ มีอะไรอ่านหมด ไม่เลือกเรื่องแล้ว
จุดเริ่มต้นแรกจริงๆของการอ่านการ์ตูนเรื่องอื่นนอกจากโคนัน (และโดราเอมอน) คือที่บ้านญาติผมครับ เวลาไปบางทีไม่มีอะไรทำ ผมก็ไปรื้อการ์ตูนมาอ่าน เรื่องแรกที่อ่านก็ดราก้อนบอลล่ะครับ แต่เล่มที่อ่านจริงจังที่สุด (ก่อนจะมาบ้าการ์ตูนแบบทุกวันนี้) ก็เป็น “ข้าชื่อโคทาโร่ ภาคยูโด” ซึ่งเรื่องเป็นแนวต่อสู้แบบรั่วๆ ค่อนข้างติดเล็กน้อย แต่ก็ห่างหายกันไป
การ์ตูนที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการหันมาชอบการ์ตูนของผมก็คือ Sayonara Zetsubou Sensei หรือ “ซาโยนาระคุณครูผู้สิ้นหวัง” ซึ่งแม่ผมอ่านคอลัมน์หนึ่งในมติชนที่พูดถึงเรื่องนี้ไว้ดีมาก ก็เลยซื้อมาอ่าน…ผลปรากฏว่า…คงไม่เก็ทมุขล่ะมั้ง ก็เลยไม่ได้แสดงความรู้สึกว่าชอบอะไรเป็นพิเศษ แต่ผมอ่านแล้วชอบครับ รู้สึกว่ามันฮาดีครับ รั่วดี ชอบ (เหมือนว่าจะชอบรั่วๆเป็นพิเศษแฮะ) ตอนนี้ซื้อถึงเล่ม 4 ทุนก็หมดซะก่อน ไว้เดี๋ยวคงไปซื้อให้หมดเท่าที่ออกตอนนี้เมื่อมีเงิน (ออกเล่มใหม่เร็วดีนะ ช่างต่างจากการ์ตูนบางเรื่อง…เฮ้ออ)
แต่เรื่องนี้เป็นการ์ตูนที่อ่านแล้วปวดหัวดีชะมัดครับ เพราะมุขรั่วๆแบบญี่ปุ่นนี่ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด จนถึงขั้นต้องมีเกร็ดท้ายเล่ม (เพราะเป็นมุขที่คนญี่ปุ่นหรือคนที่อยู่ญี่ปุ่นเท่านั้นจึงจะเข้าใจ) อ่านแล้วได้เกร็ดความรู้และคำศัพท์ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นพอสมควรครับ นอกจากนั้นเนื้อเรื่องยังไม่ค่อยต่อกันเท่าไหร่
ประมาณว่า จะเป็นเรื่องของครูที่คิดด้านลบมากๆ แล้วเข้าไปเป็นครูประจำชั้นในห้องที่มีแต่นักเรียนที่มีลักษณะพิเศษแบบแปลกๆ เช่น คิดอะไรเป็นบวกไปหมด (เอามาคานอำนาจกับครูสินะ) ชอบหางสัตว์ ชอบให้ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย (ทุกอย่างจริงๆนะครับ) มีสองบุคลิก ฯลฯ แต่ละคนก็จะมีคาแรกเตอร์แปลกๆ ซึ่งเป็นอีกจุดที่ทำให้เรื่องฮาและมีสีสันครับ นอกจากนั้นยังล้อเลียนอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด
เรื่องแต่ละตอนก็จะมีจุดเชื่อมโยงกันน้อยครับ จะมีการอ้างอิงถึงตอนเก่าบ้างแต่ก็น้อย จะออกแนวเป็นว่า วันนี้มีเรื่องอะไรให้สิ้นหวังกันบ้าง ก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ จนจบหนึ่งตอน (เรื่องนี้ทำให้ผมใช้คำว่า “สิ้นหวังแล้ว!” แทนคำที่มีความหมายคล้ายกันไปเลย) ซึ่งถึงแม้จะคล้ายแต่ก็ต่างจากเรื่องอื่นยังไงก็ไม่รู้อะครับ อธิบายไม่ถูก รู้แต่ว่าอ่านแล้วปวดหัวหนึบๆ (แต่ก็สนุก)
ได้ข่าวว่าอนิเมเรื่องนี้ก็ภาพสวย ยังไม่เคยดูเลย สงสัยว่างๆคงต้องหามาดู (ไอ้ที่มานั่งเขียนบล็อกยาวเหยียดนี่ไม่เรียกว่าว่างหรอกเรอะ??)
เรื่องที่เปิดประตูสู่เส้นทางแห่งความเป็นโอตาคุของผมจริงๆ ก็คงจะเป็น Hayate go Gotoku! หรือ “ฮายาเตะ พ่อบ้านประจัญบาน!” ซึ่งรู้จักจากเพื่อนอีกคนนึง (เพื่อนแนะนำ) ช่วงนั้นกำลังบ้าอะไรรั่วๆ พออ่านแล้วถูกใจมาก เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ทำเอาผมเริ่มบ้าสาว 2D และเข้าใจคำว่า “โมเอะ” อย่างถ่องแท้ (ไม่ใช่นางเอกนะ! ผมไม่ใช่สายโลลิ) ประกอบกับเนื้อเรื่องที่รั่วได้ใจ ก็เลยรับไปเต็มๆเลย (เรื่องนี้ผมยืมเพื่อนอ่านเอาครับ = = แต่เล่มถัดไปจะซื้อเองแล้ว!)
เรื่องนี้เป็นการ์ตูนฮาเร็ม (เพิ่งรู้หลังจากอ่านไปแล้ว 8 เล่ม) ที่วาดผู้หญิงได้น่ารักมากๆครับ เนื้อเรื่องก็ฮาแบบฉุดไม่อยู่ ตัวละครแต่ละตัวก็มีเอกลักษณ์ (แถมมีตัวละครล้อเลียนลัคกี้สตาร์ด้วย) อนิเมก็ภาพสวย ตอนนี้เริ่มติดอนิเมแล้วครับ อีกไม่นานคงต้องไปโหลดมาเก็บไว้ในเครื่องแน่ๆเลย
ตอนไปญี่ปุ่นผมก็คุยกับโฮสต์เรื่องนี้นะ ดูเขาก็ชอบเหมือนกัน (ก็น่าจะชอบกันเยอะนะ เคยติดอันดับหนึ่งในชาร์ตอนิเมในญี่ปุ่นมาแล้ว) คุยกันระหว่างเดินกลับบ้าน เขาก็ถามว่าผมชอบตัวละครไหน ผมก็ตอบแบบไม่ต้องหยุดคิดเลยไปสองตัว คือมาเรียกับฮินางิกุ พอผมถามเขากลับบ้าง เขาบอกว่า “แน่นอนอยู่แล้ว ต้องฮายาเตะสิ!” (ตอนเขาบอกนี่ไม่ได้มีลิงค์มาด้วยแบบนี้นะครับ) เล่นเอาผมสะอึกไปเลยครับ =0=” เอ่อ…ที่เขาตอบมันเป็นพระเอกของเรื่อง…แต่ผมนี่ผู้หญิงทั้งนั้นเลย…จะดูเป็นพวกนิยมสาว 2D รึเปล่า? (ติดตามเรื่องนี้อย่างละเอียดได้ในเอนทรี่ I’ve been to Tokyo, Japan – Day 5 เร็วๆนี้นะจ๊ะ)
อีกเรื่องที่ทำเอาผมคลั่งแทบเป็นแทบตาย คือ Byousoku 5 Senchimetoru หรือ “5 Centemeters per second” (ด้วยความที่เป็น film anime ไม่ใช่ อนิเมที่สร้างจากการ์ตูนผมก็เลยไม่รู้ชื่อไทยครับ ไม่รู้ว่ามีบริษัทไหนเอามาแปลไทยมั้ย? ถ้ามีผมจะพุ่งไปซื้อเลยละ) ที่เห็นครั้งแรกจาก AMV กลับมา โดยท่าน @phuphu ซึ่งเข้ากับเพลงอย่างแรงง! จนผมก็บ้าเพลงนี้ไปด้วยอยู่พักนึง เพราะมันโดนมาก รู้สึกตรงกับตัวเอง ฟังเพลงแล้วขนลุก (รู้สึกเป็นงานมาสเตอร์พีซชิ้นนึงของ 2 days ago kids เลยล่ะมั้ง เมื่อก่อนฟังแล้วไม่อินเท่าเดี๋ยวนี้ ไม่รู้ทำไม)
พอดู MV แล้วก็ประทับใจ เพราะภาพสวยมาก สวยแบบอลังการสุดๆ ก็เลยไปหาอนิเมมาดู ก็ยิ่งชอบหนักครับ กลายเป็นคลั่งไปเลย ช่วงนั้นกำลังทำสารคดีของ KWN อยู่ด้วย พอเสร็จงานเมื่อไหร่ก็เปิดดูอันนี้ โอยยย บ้าหนักมากๆครับ เป็นอนิเมที่ดูกี่ทีก็ไม่เบื่อ เนื้อเรื่องโดนมากกก มันเศร้าจนกัดกินหัวใจ ไม่ไหวแล้วววว ภาพก็สวยเกินบรรยาย หลายๆฉากดุแล้วขนลุก…มันทำไปได้ยังไงฟะ ยิ่งรู้ว่าผู้กำกับวาดเองเกือบหมด (ไม่รู้จริงรึเปล่า) ยิ่งนับถือครับ เก่งคอดๆ
ยิ่งได้อ่านรีวิวของเรื่องนี้ยิ่งชอบหนักครับ หลายๆคนคงจะสังเกตเห็นว่าหลังๆผมจะตั้งนู่นตั้งนี่เป็นรูปตัวละครตัวนึง นั่นคือนางเอกของเรื่องนี้ล่ะครับ นอกจากเนื้อเรื่องโดนสุดๆ แล้ว บุคลิกของนางเอกเรื่องนี้ (อะคาริ ชิโนฮาระ) ยังโดนใจผมสุดๆด้วย (โมเอ๊ะะะะะะะะะ) อาจจะเรียกว่าเป็นสเป็กสาวในฝันเลยก็ว่าได้ (ขนาดนั้นเชียว??) โดนถึงขนาดผมนั่งเสียเวลาสามสี่ชั่วโมงมานั่งแคปรูปเธอคนนี้จากอนิเม (เหอะๆ) ลองคลิกเข้าไปในแท็บ Pictures ในลิงค์ของ Akari ที่ผมใส่ไว้ข้างบนสิครับ 5 ใน 7 เป็นรูปที่ผมแคปเอง (กะใส่เยอะกว่านี้ แต่มันบอกเต็มสล็อตแล้วง่า~)
บ้าหนักมากๆครับ
จริงๆ แล้วที่ผมชอบมาเรีย (จากเรื่องฮายาเตะ) ก็เพราะบุคลิกแบบเดียวกันนี่แหละครับ (อ่อนโยน นิ่งขรึม ดูมีความสามารถ ทำนองนั้น) แต่มาเรียจะมีความรั่วมากกว่าอยู่หน่อยๆ และมาเรียจะสวยน่ารัก แต่อะคาริจะสวยคม
อนิเมเรื่องนี้เหมือนว่าจะเคยอ่านในคอลัมน์ “โลกการ์ตูน” (มั้ง ถ้าจำชื่อคอลัมน์ผิดขออภัยครับ) ในหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันอาทิตย์เมื่อนานแสนนานมาแล้ว (อนิเมเรื่องนี้ออกเมื่อปี 2007) อยากกลับไปอ่านอีกจัง…แต่ไม่รู้จะหาจากไหน (หนังสือพิมพ์บ้านผมโละขายทุก 3 เดือน เป็นไตรมาส)
เอ่อ…จะพูดเรื่องแอนตี้ ไหงหลุดมาเรื่องการ์ตูนซะยาว (นี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของเอ็งใช่ม้ายยย) ก็แค่จะยกตัวอย่างน่ะครับ (ตัวอย่างยาวเชียว) ว่าเมื่อก่อน ผมไม่อ่านการ์ตูน (อ่านแต่โคนัน) แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นผมอ่าน (อ่านแบบไม่ใช่แค่ฆ่าเวลาน่ะครับ) หลายเรื่องมาก ซ้ำยังติดอนิเมอีกต่างหาก แถมด้วย ตอนนี้ผมเริ่มก้าวเข้าใกล้ความเป็นโอตาคุมากขึ้นทุกวัน (ม.3 Anti-Otaku (แต่ก็อ่านการ์ตูนนะ) -> ม.4 เฉยๆ -> ม. 5 เริ่มเข้าสู่โอตาคุ -> ม.6 …)
การดู การอ่านพวกนี้ ก็ทำให้ผมชอบญี่ปุ่นมากขึ้น พอได้ไปญี่ปุ่นอีก ก็รักญี่ปุ่นไปเลย (แต่ก็ไม่ได้ไม่รักประเทศไทยนะ…เดี๋ยวจะหาว่าผมขายวิญญาณให้ต่างชาติ)
แต่จะว่าไป ผมอ่านแต่การ์ตูนค่ายวิบูลย์กิจทั้งนั้นเลยนะเนี่ย (เอ…ไม่เกี่ยวนี่นา)
ตอนนี้ หลายๆอย่างจากที่เคยแอนตี้ ก็กลายมาเป็นผู้บริโภคมันซะเองไปแล้ว
==============================================================
ม.1 แอนตี้เพลงใหม่ -> ม.2 เฉยๆ -> ม.3 บ้าฟลัวร์ -> ม.4 บ้าบอดี้แสลม -> ม.5 บ้าแม่มหมด
ม.2 แอนตี้เกาหลี -> ม.3 เฉยๆ -> ม.4 ชอบ Gee -> เทอมต้น ม.5 ชอบ SNSD + SJ + TVXQ -> ปลายเทอมต้น ม.5 กรี๊ดยุนอา -> เดี๋ยวนี้ ชอบหมด (รวมซีรีส์เกาหลี)
ม.3 Apple Zealot (เกลียด Anti-Zealot) -> ม.4 เฉยๆ -> ม.5 Anti-Zealot…เย้ย! ไม่เกี่ยวกันเว้ย! (จริงๆแล้ว ผมเป็นกลางนะครับ)
เรื่องโอตาคุ พูดไปแล้ว
==============================================================
คิดๆไปมันก็ตลกดีนะครับ บางอย่างเมื่อก่อนเราไม่ชอบขนาดทนอยู่ร่วมกันไม่ได้ แอนตี้สุดๆ แต่สุดท้ายเราก็มาอยู่กับมันอย่างเต็มใจซะเอง
จะว่าไปผมก็เคยแอบแอนตี้เพศที่สามอยู่เหมือนกันนะ จนได้ดูอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่พูดทำนองว่า เขาก็คนเหมือนกัน ก็เลยเฉยๆ
เมื่อก่อนเวลาโดนหาว่าเป็นเกย์ ก็ดกรธเป็นฟืนเป็นไฟเหมือนกัน กรูไม่ได้เป็นว้อย! เดี๋ยวนี้ก็เริ่มคิดได้ ก็เลยเฉยๆ เป็นก็ไม่เห็นเสียหายอะไร ไม่ผิดกฎหมาย ก็ยังดีกว่าเป็นฆาตรกรฆ่าคน หรือเป็นผู้ชายแท้ๆ แล้วไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ และจะเป็นไม่เป็น ผมรู้คนเดียวก็พอแล้ว คนอื่นไม่จำเป็นต้องรู้ด้วย
ดูจากทิศทางแล้ว เป็นไปตามแบบแผน…เอิ่มมม
เมื่อก่อน แอนตี้เพศที่สาม -> เดี๋ยวนี้ เฉยๆ กับเพศที่สาม -> อนาคต …………………………เอ่อ………
เริ่มไม่ตลกแล้วสิ
ป.ล. ตอนแรกว่าจะเขียนเอนทรี่เรื่องญี่ปุ่นก่อน แต่ขืนรอมีหวังบล็อกนี้ไม่เกิดแน่… (เพราะมันจะยาวมาก เอนทรี่ละวัน มีเจ็ดวัน…เฮือก!! เลยดองเอนทรี่ญี่ปุ่นไว้ก่อนละกัน)
ป.ป.ล. เอนทรี่นี้ยาวชิบหอยเลยครับ ตอนแรกกะจะเขียนนิดเดียว เน้นเรื่องแอนตี้ แต่กลายเป็นเน้เรื่องแอนตี้เหมือนกันแต่เป็นแอนตี้โอตาคุ+แอนตี้การ์ตูน (แถมยังหลุดไปโม้เรื่องการ์ตูนเสียยืดยาวจนจะเป็นริวิวมังงะ+อนิเม อยู่แล้ว) ก็ขอโทษด้วยนะครับสำหรับใครที่ไม่ถนัดแนวนี้
ป.ป.ป.ล. ในอนาคตอาจจะมีคนเห็นผมเดินแต่งชุดคอสเพลย์อยู่แถวอากิฮาบาระก็ได้ (ชุดเมด??)
ป.ป.ป.ป.ล. หลายๆคนอาจจะปวดหัวกับความวงเล็บเยอะจัดของผม ยกโทษให้ผมด้วยเถอะครับ อยากแซวตัวเอง (ประมาณว่าอดกลั้นมานาน…นั่น! วงเล็บอีกแล้ว)
ป.ป.ป.ป.ป.ล. …และความหลายปัจฉิมของผมด้วย… (เหตุผลเดียวกัน…อ๊ะ…วงเล็บ)
ป.ป.ป.ป.ป.ป.ล. ขอแถมอีกปัจฉิม เอนทรี่นี้ยาวที่สุดเท่าที่ผมเคยเขียนมา…
ช่วงนี้งานกำลังเข้าครั้งยิ่งใหญ่ครับ
ดองการบ้านไว้บะระรึมฮึมฮึม ต้องนั่งเคลียร์งานค้างบานเบอะ
ก็เลยไม่มีเวลาเขียนบล็อกครับ
ตอนนี้มี 2 Draft ที่มีเเต่ชื่อเรื่อง ไร้เนื้อหา (แหะๆ)
ไม่ไหวแล้วววครับ ต้องดองจริงๆ เขียนแบบเต็มๆไม่ไหวจริงๆฮะ เพราะหาเรื่องอะไรสั้นๆมาเขียนไม่ได้
จึงขอประกาศเริ่มต้นการดองบล็อกครั้งที่ 3 ของปีนี้ (ครั้งก่อนๆไม่เคยประกาศ)
จะเคลียร์ Draft ทั้งหมดภายในเดือนตุลาคมครับผม จะไม่เคลียร์ Draft จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควรครับ เพราะบางอันก็เลยวาระไปแล้ว ^ ^
มันเป็นตอนเปิดเทอม…
วันที่สองของการเปิดเทอม…วันนั้นผมจำได้เเม่นยำ
ผมเดินลงมาจากห้องนอนตอนเช้า ตั้งใจว่าจะลงมาจัดกล้องให้พร้อมที่จะเอาไปในวันนี้ (ผมทำแบบนี้ทุกปีตั้งเเต่ได้กล้องมา เพื่อเก็บตารางสอนกับรายละเอียดวิชาตั้งๆ เข้าเป็นไฟล์ภาพให้หมดก่อนที่ผมจะเเปลงมันเป็นอย่างอื่นทีหลัง)
เมื่อก้าวพ้นบันไดมา ภาพที่ผมเห็นทำให้ผมเเทบช็อค (อันที่จริงก็ช็อคไปแล้ว) หน้าต่างที่อยู่ใกล้กับเก้าอี้โซฟาที่ผมวางกล้องไว้ ซึ่งปกติจะเปิดหน้าต่างไว้อยู่แล้ว(ถ้าปิดมันจะอับมาก) แต่วันนี้มันไม่ได้เปิดอยู่แค่นั้น มุ้งลวดมันดันเปิดอ้าออกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ กระเป๋ากล้องทั้งสองใบยังติดคาอยู่ที่หน้าต่าง (กระเป๋าเอาผ่านเหล็กดัดออกไปไม่ได้)แต่มันว่างเปล่า (ว่างเปล่าจริงๆ ไม่เหลือเเม้เเต่ผ้าเช็ดเลนส์) และมีกระเป๋าหายไปอีกใบหนึ่ง (เพราะมันผอมเพรียวพอดีกับช่องเหล็กดัด)
ที่แย่ก็คือ กล้องเเละเลนส์ทั้งหมดของบ้านที่สภาพยังพอใช้ได้ ดันรวมกันอยู่ตรงนั้น!
รอบนี้เป็นบทเรียนสำหรับผมเลยครับว่า “อย่าประมาท”
เพราะปกติผมก็ไม่ได้วางกล้องไว้ตรงนั้น แต่ด้วยความชะล่าใจว่าหมู่บ้านไม่มีโจร ก็เลยทิ้งๆไว้ เพราะเห็นว่าพรุ่งนี้ก็เอามาใช้เเล้ว (อันที่จริงก็ทิ้งไว้หลายวันเเล้วละ)
ผลก็คือ…โดนสอยเรียบ…
ถ้าเพียงแต่ผมเก็บมันสักนิด มันก็คงจะไม่หายเเบบนี้….
รายการของที่หายมีดังนี้:
กล้อง [Serial Number]
Konica Minolta DiMAGE Z5 [42429554]
PENTAX MZ-5 [UNKNOWN]
PENTAX K100D [2392767]
เลนส์ [Serial Number]
smc PENTAX-DA 18-55mm f/3.5-5.6 AL [5694042]
smc PENTAX-A 50mm f/1.7 [UNKNOWN] (เก่าโคตร)
SIGMA 70-300 f/4-5.6 APO DG MACRO [4157020]
TAMRON 28-200 f/3.8-5.6 Aspherical (IF) Super [709185]
อื่นๆ [Serial Number]
PENTAX 360FGZ External Flash Unit [1066617]
SANYO ENELOOP (ถ่าน) 12 ก้อน [N/A]
หนังสือเรียนพิเศษ [N/A]
กระเป๋าย่ามพร้อมทรัพย์สินอื่นๆ [N/A]
รวมมูลค่าของที่หาย (ราคาซื้อ) ประมาณ 6 หมื่นบาทเศษ
แต่ราคาขายจริงๆ จะถึง 3 หมื่นรึเปล่าก็ไม่รู้
เสียไปเยอะเหมือนกันครับ
ใครจะซื้อ PENTAX มือสอง หรือเพิ่งซื้อกล้อง เลนส์ แฟลช ใดๆ ตามที่กล่าวไว้นี้มา ก็รบกวนเช็คดูดีๆนะครับว่าไม่ใช่อุปกรณ์ตามที่แปะไว้ข้างบนนี้
ใครที่พบเห็นเบาะเเส ก็เเจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือแจ้งผมได้เลยครับ
abandon_phuwan@hotmail.com
(สะดวกทางอีเมลมากกว่าครับ ไม่อยากแจกเบอร์ตรงนี้ด้วย)
หรือจะเเจ้งในนี้ก็ได้ครับ และรบกวนบอกวิธีติดต่อกลับด้วยนะครับ
ขอบคุณมากครับ
ป.ล. “เปิดเทอม” ที่ว่าเนี่ย คือ 25 พฤษภาคม 2552 ครับ กล้องหายระหว่างคืนวันที่ 25 กับเช้าวันที่ 26 เนี่ยแหละ ตอนห้าทุ่มยังอยู่ดี
ป.ป.ล. ถ้าสงสัยว่าทำไมผมโพสต์ช้า อย่าสงสัยเลยครับ…ก็เเค่ไม่มีเวลา พอมีก็ผลัดวันประกันพรุ่ง แล้วก็เลยไม่ได้เขียนต่อและพับลิชซะที (เขียนค้างไว้น่ะครับ แฮะ แฮะ) กว่าจะเสร็จก็สามเดือนให้หลังเข้าไปแล้ว
ผมโดนเด้งมาอยู่บ้าน!
เมื่อวันศุกร์ ผมไม่ผ่านการคัดกรองของโรงเรียน เพราะวัดอุณหภูมิร่างกายแล้วได้ถึง 38 องศาเซลเซียส
ก็เลยถูกส่งตัวกลับบ้าน พร้อมจดหมายเเจ้งว่า ให้หยุดเพื่อรักษาตัว 7 วัน
ไปเรียนวันศุกร์ที่ 24
และหยุดรับปริญยาต่ออีก 11 วัน!!!
ดีประเสริฐจริงๆครับ ได้ขี้เกียจหลังยาวเเน่
ผมก็เลยนอนพักไปสามวันเต็มๆ (ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์อีกเกือบครึ่งวัน)
พอวันจันทร์ เริ่มรู้สึกดีขึ้นตอนเที่ยง ก็เลยลุกมาทำงานนิดหน่อยที่พอจะทำได้ที่บ้าน
พอตามงานวันจันทร์ ก็ไม่มีอะไรมาก (ไม่มีอะไรเลยจะถูกกว่า) ก็เเค่อ่านหนังสือเรียนให้ทัน ไม่มีการบ้าน
วันนี้ผมก็เลยตัดสินใจจะนั่งชิลอยู่สักครึ่งวัน (ครึ่งวันของผมคือ 10:00-15:00) ตื่นเช้าก็กินข้าว ถูบ้าน (ตามที่แม่บอกให้ทำ) แล้วก็มาเปิดคอม ทวีต เล่นเฟซบุ๊ค แล้วก็เช็คเว็บไปเรื่อยๆ
บังเอิญนึกขึ้นมาได้ว่า มีเอ็มวีเพลง ฝัน หวาน อาย จูบ ที่ถ่ายจาก D90 ของพี่ๆนิสิตคณะแพทย์ศาสตร์จุฬาฯ ทำอยู่ตัวนึง เคยดูแล้วแต่ยังดูไม่ละเอียด ก็เลยลองไปเปิดดูอีกรอบ เพราะจะดูประสิทธิภาพการถ่ายวีดีโอของ D90 เนื่องจากผมซื้อ K-7 แล้ว (แต่ยังไม่ได้ของ) ก็เลยอยากจะดูของอันอื่นเปรียบเทียบ
พอเปิดเข้าไป ก็เห็นไอ้นี่:
(Avartar น่ะครับ)
ก็เลยนึกขึ้นมาได้ (อีกรอบ) ว่า ตอนเข้ามาดูรอบแรก ไม่ค่อยมีเวลามาก เห็นวีดีโออันที่เอามาเป็น Avartar แล้วดูน่าสนใจดี ก็เลยคิดว่าจะเก็บไว้ดูทีหลัง (รู้สึกจะ Bookmark ไว้ด้วย) แต่ตอนนั้นใช้พีซีดู พอว่างๆแล้วมาเปิดในเเมค ผมก็เลยลืมไปสนิท
มันคือ Fame&Foam the musical [MDCU]
พอนึกออก ก็เลยคลิกเข้าไปดูเลย!
พอดูจบ ก็รู้สึกว่า มันน่าสนใจดีแฮะ (เจ๋งด้วย) ถึงเเม้ว่ามุมกล้องบางทีจะอึดอัดไปนิด ไม่ค่อยมิวสิกคัลเท่าไหร่ (เอาเถอะ) และเสียงพูดก็เบาเมื่อเทียบกับดนตรี แต่มันก็เป็นหนังสั้น ที่ดูดีมากๆครับ
และทำให้ผมเกิดคึกอยากจะทำหนังสั้นขึ้นมาบ้าง
ผมเคยคุยกับเพื่อนๆในกลุ่มมาหลายรอบแล้ว ทุกคนก็พูดเหมือนกับว่า รอเวลาว่างและให้มีอุปกรณ์ที่โอเค (แต่ที่จริงแล้วน่าจะเกิดจากหาพล็อตที่ลงตัวไม่ได้มากที่สุด)
ผมล่ะอยากทำหนังสั้นผีนะ ทำไม่ยากหรอกครับ วิธีการสื่อว่าผีจะมาเนี่ย เอาเเค่ กลิ่นธูป ควัน อากาศหนาว ไฟดับ หมาหอน ลมพัดแรง ก็สื่อได้แล้ว
เรียกว่าทั้งเรื่องมีนักแสดง (ที่แสดงเป็นคน) อยู่คนเดียวก็ยังได้ ไม่ลำบากว่าจะต้องหานางเอกมาเล่นกับพระเอกคนนี้ หรือหาพระเอกมาเล่นกับนางเอกคนนี้ เพราะบางทีหาไปไม่รู้เขาจะว่างมาเล่น / ยอมมาเล่นรึเปล่า และวิธีครีเอตๆ ในการสื่อว่าผีมาก็มีเยอะด้วย
เคยคุยถึงขนาดว่า จะทำหนังผีเกรียนๆ ที่เอาหนังผีเรื่องนึง มาดำเนินเหตุการณ์ตรงกันข้ามทั้งหมด (เช่น เวลาผีมา ถ้าไฟดับ ก็จะกลายเป็นมืดๆอยู่แล้วไฟสว่าง ถ้าเลือดพุ่งออกมาจากผีแล้วนองเต็มพื้น ก็จะกลายเป็นผีดูดเลือดที่นองอยู่บนพื้นเข้าตัวเเทน อะไรอย่างนี้)
แต่ด้วยความที่กลัวทำแล้วแป้ก ก็เลยพับไปก่อน (ดีแล้วละ…เฮ้อ)
อันต่อมาที่ทำไม่ยากก็คือหนังสั้นเชิงหนังรักวัยรุ่น
บท โครงเรื่อง สถานที่ ไม่ยากครับ โดยมากก็จะเป็นแนวๆเดียวกัน แต่ที่หายากเนี่ยสิ คือตัวเเสดง
ซึ่งพอดูวีดีโอที่บอกไว้ข้างบนแล้ว มันทำให้ผมอยากจะทำหนังสั้นแนวนี้มากกว่าหนังผีซะอีก (เฮ้ย…มันหรูนะครับ ไม่ใช่หนังปัญญาอ่อน)
มันเป็นแรงบันดาลใจที่สุดยอดมากครับ ตั้งเเต่ฉากสุดท้ายของเอ็มวี ฝัน หวาน อาย จูบ ที่ใช้ D90 ถ่าย นั่นก็ทำให้ผมอยากทำเอ็มวี (แบบเอ็มวีจริงๆ ไม่ใช่เอ็มวีเกรียนๆ แค่เต้นไปเต้นมาอย่างเดียวแบบที่เคยทำ) ขึ้นมาเเล้ว
มาหนังสั้นอีก (โอย…จะมีเวลาทำมั้ยเนี่ย)
ก็ตกลงใจไว้ว่า หลังเคลียร์ภาระต่างๆเรียบร้อยแล้ว (มีสารคดีของ KWN อีก) ผมจะต้องทำอะไรสักอย่างให้เสร็จออกมาให้ได้
หรือถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากจะขอพี่ๆนักศึกษาแพทย์จุฬาฯ ที่ทำ Fame&Foam the musical เอาเรื่องนี้มารีเมค เพราะผมชอบโครงเรื่องมากๆเลยครับ
ถ้าจะขอจริงๆ ผมจะติดต่อพี่อย่างจริงจังอีกทีนะครับ ลองคุยกับเพื่อนดูก่อน
และขอเคลียร์งานให้เรียบร้อย
ปิดเทอมใหญ่…เจอกันแน่!
คงจะมีหลายคนสงสัยว่า “ที่นี่” คืออะไร
มันไม่ใช่ “ที่บล็อกนี้” หรือ “ที่บ้านนี้” หรือ “ที่โรงเรียนนี้” หรือ “ที่…” อะไรก็ตาม
ผมกำลังพูดถึงว่า ผมกำลังไม่ยอมเปลี่ยน อะไรบางอย่าง
และอะไรบางอย่างนั้นก็คือ “กล้อง” ครับ
ถูกเเล้ว ผมกำลังพูดถึงกล้องของผม
มีคนมากมายหลายคนพยายามบอกให้ผมเปลี่ยนกล้อง (ไปเป็นยี่ห้ออื่น) แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ยังไม่มีความคิดจะเปลี่ยนกล้องเสียที
ผมก็เฝ้าแต่บอกพวกเขาว่า ผมจะไม่เปลี่ยน (ย้ายค่าย) แน่นอน (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) แต่ก็ไม่เคยบอกเหตุผลที่ชัดเจนเสียที
ก็คงเพราะว่า ผมเองก็ยังไม่สามารถหาคำตอบจริงๆได้
แต่ตลอด 1 ปีครึ่งที่ได้จับถือกล้องตัวนี้มา มันสร้างความผูกพันระหว่างผมกับกล้องยี่ห้อนี้ได้อย่างประหลาด
จะเรียกว่าผมใช้เพนเเท็กซ์จนคุ้นมือแล้วก็อาจจะว่าได้ แต่นั่นคงไม่ใช่เหตุผลที่ผมไม่อยากย้ายค่าย เพราะผมก็ใช้แคนนอนของเพื่อนผมจนคุ้นมือเเล้วเช่นกัน และได้จับนิคอนมาพอควร
แต่…ผมก็ยังคงรู้สึกไม่อยากย้ายค่าย
จะว่าผมใช้เเล้วประทับใจ…ก็เปล่า ผมกลับรู้สึกอารมณ์เสียกับข้อจำกัดอันมหาศาลของ Pentax K100D ของผม ทั้งโฟกัสช้า น้อยส์เยอะ ไม่มีระบบกำจัดฝุ่น (ฝุ่นเต็มเซ็นเซอร์เลยครับ) ความละเอียดที่สู้ชาวบ้านเขาไม่ได้ ฯลฯ
แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ทำให้ผมยังคงใช้เพนเเท็กซ์ต่อไป
ตลอดเวลาเกือบ 2 ปีที่ใช้เพนเเท็กซ์มา ผมถูกเกทับจากผู้ใช้กล้องยี่ห้ออื่นมาโดยตลอด (แน่นอน) เพราะ K100D ไม่ใช่กล้องที่มีประสิทธิภาพสูง (แต่ผมก็ยังพอดึง K10,K20 ลงมาสู้ได้บ้าง ถึงแม้ว่ามันจะสู้ไม่ได้ 100% แต่มันก็ดีกว่าพยายามหาข้อดีของ K100D มากพอสมควร)
ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ทำนองนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่มันก็ทำให้ผมอึดอัดอยู่ไม่น้อย
ถึงเเม้ว่าผมจะไม่ค่อยใส่ใจใน “สงครามระหว่างค่าย” ประเภทชอบเอามาบลั๊ฟกันว่า ของชั้นดีกว่า ของแกมันกระจอก เพราะผมถือว่า การจะถ่ายรูปให้ดีได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งอุปกรณ์ที่ดีกว่าเพื่อ “อัพสกิล” แต่การซื้ออุปกรณ์ที่ดีกว่า แพงกว่าเป็นการ “อัพเลเวล” เมื่อสกิลถึงหรือเกินไปแล้ว เพื่อให้เข้ากับลักษณะการถ่ายรูปที่พัฒนาขึ้น (เพราะกล้องระดับสูงขึ้นจะทำให้ถ่ายรูปด้วยเทคนิคยากๆได้ง่ายขึ้น)
การพัฒนาการถ่ายรูปคือการพัฒนาทางด้าน “มุมมอง” ”ระบบการคิด” ไม่ใช่ด้าน “คุณภาพภาพ” และในส่วนของเทคนิคต่างๆ เราสามารถที่จะเรียนรู้ และนำมาฝึกฝนกับอุปกรณ์ที่มีอยู่ได้ด้วยการประยุกต์ใช้อุปกรณ์ของเราให้เต็มขีดความสามารถ ต่อเมื่อสกิลของเราเต็มขีดเเล้ว ใช้กล้องได้อย่างคุ้มค่าเเล้ว จึงถึงเวลาที่จะอัพเลเวลขึ้นไปใช้กล้องระดับสูงกว่า
ดังนั้น กระจอก หรือ ไม่กระจอก ไม่ได้วัดกันที่กล้อง เพราะกล้องมือถือก็ถ่ายสวยกว่า Canon EOS 50D พร้อมเลนส์ L ครบชุดได้ ถ้ารู้จักประยุกต์ใช้ เชื่อผมสิ…
แต่อย่างไรก็ตาม รูปเดียวกัน มุมเดียวกัน วัดเเสงเท่ากัน กล้องที่ดีกว่าก็ย่อมถ่ายได้ดีกว่า (อันนี้ใครคิดว่าไม่จริงบ้าง?)
นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดกับการถูกบลั๊ฟพอสมควร….
แม้ว่าผมจะค้นพบข้อเสียของยี่ห้อนี้มากมาย แต่มันก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกว่า จะต้องย้ายไป Canon/Nikon/Sony/Olympus/… แต่มันกลับทำให้ผมรอสักวันที่ Pentax จะประกาศศักดาขึ้นมาให้เหนือหรือเทียบเท่า (หรืออย่างน้อยดีกว่าที่เป็นอยู่) Canon/Nikon
แล้ววันนั้นก็มาถึง…
ครั้งเเรกที่ผมเห็นข่าว “ตัวเเทนของ K20D” ในเว็บ Pentax Forums มันทำให้ประกายแห่งความหวังของผมถูกจุดติดขึ้นมาอีกครั้ง
และผมก็เฝ้ารอจนกระทั่งวันที่ “ความหวัง” ของผมมาถึง
ก็คือวันนี้…
วันที่ Pentax K-7 ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ…
บล็อกนี้ก็คงจะไม่สาธยายมากว่า Spec ต่างๆเป็นอย่างไร (เนื่องจากหาอ่่านได้ตามเน็ตทั่วไป) และจะไม่โพสต์ภาพเป็นกระตั๊ก (เพระาหาดูได้ตามเน็ตเช่นกัน)
แต่…ถ้าบรรดาภาพหลุดต่างๆที่ถูกปล่อยออกมาก่อนหน้านี้เป็นฝีมือเพนเเท็กซ์…อย่างน้อยก็สักหนึ่งในสี่ล่ะก็
นับว่านี่เป็นแผนการตลาดที่เจ๋งมากทีเดียว
แต่มันก็ทำให้ผมคาดหวังไว้สูงเกินไป จนเมื่อได้อ่านสเป็ค ก็รู้สึกผิดหวังขึ้นมาทันที
แต่หลังจากนั้นสักพัก ก็พบว่า…มันก็โอเคแหละ…
แม้ว่าความละเอียดภาพจะไม่ได้สูงไปกว่า K20D (14.6 ล้านพิกเซล) ซึ่งผมมองว่ามันจะทำให้มีปัญหาต่อการออก ‘K30D’ ในอนาคต (เพราะคงไม่อาจทำให้ ‘K30D’ ออกมามีสเป็คสูงกว่า K-7 ได้) แต่นั่นก็คงไม่ใช่ปัญหา (มั้ง?) เพราะเพนเเท็กซ์เคยออกมาประกาศก่อนหน้านี้เเล้วว่าจะไม่เข้าร่วมสงครามพิกเซลกับค่ายอื่นๆ
เเม้ว่าความเร็วในการซิงค์แฟลชจะยังคงอยู่ที่ 1/180 วินาที ในขณะที่เจ้าอื่นๆ เขาไป 1/250 วินาที กันหมดแล้ว
แม้ว่า ISO จะยังสูงสุด 6400 เหมือนเดิม
แต่…มันก็เป็นแมกนีเซียมอัลลอย
แต่…มันก็มีวิวไฟน์เดอร์ที่มี FOV 100%
และมีระบบโฟกัสที่ดีขึ้น (หวังว่านะ)
และอย่างน้อยมันก็ถ่ายวีดีโอได้
และ…เอาเถอะ
แต่ที่แน่นอน มันทำให้ผมตัดสินใจย้ายค่ายช้าลงกว่าเดิมมาก…แน่ๆ
ป.ล. เพิ่งรู้ว่า blognone ก็เขียนข่าว Pentax K-7 ด้วย

ในที่สุด Firefox 3.5 beta 4 ก็ได้ฤกษ์เปิดตัว และมีการปล่อยให้ดาวน์โหลดผ่านทาง หน้าเว็บ Mozilla เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมคงไม่ได้จะเขียนรีวิว (เพราะไม่น่าจะไหว และเพิ่งลงบน mac เท่านั้น ยังไม่ได้ลองเวอร์ชั่นวินโดวส์
เท่าที่ผมได้ลองใช้ดูมาสักประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรที่ชัดเจนนอกจากปุ่ม new tabs ที่เปลี่ยนไปจากเครื่องหมายบวกสีฟ้าแบบเดิม เป็นเครื่องหมายบวกสีเทา ซึ่งดูแล้วกลมกลืนกับระบบปฏิบัติการมากขึ้น (ไม่มีรูปของอันเดิมนะครับ ขออภัย) และไอคอน disk image ก็เปลี่ยนไปเป็นแบบนี้แล้วด้วย:

(ไอคอนของ disk image แบบนี้ ตรงตามที่ Alex Faaborg ได้เขียนเอาไว้ในบล็อกเรื่องไอคอนใหม่ของไฟร์ฟ็อกซ์ใน Mac OS X ซึ่งในบล็อกนั้นมีไอคอนของ Crash Reporter และ Software Update อยู่ด้วย หลังจากที่ผมตะลุยเข้าไปใน Resoures ของ Firefox แล้ว ก็พบไอคอนใหม่ของ Software Update อยู่ในนั้น แต่ Crash Reporter ยังคงเป็นไอคอนเดิมอยู่)
ซึ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่ใน Release Notes แต่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ตาม Release Notes นั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงภายในมากกว่า ส่วนคะแนน acid3 รู้สึกว่าจะได้เท่าเดิม (?) ที่ 93 คะแนน
ขอย้ำอีกครั้งว่า รายละอียดที่ลึกกว่านี้ โปรดติดตามจากเว็บอื่นๆ (ซึ่งยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ณ ขณะที่ผมเขียนบล็อกนี้อยู่) ผมมาเพียงเเจ้งข่าวเท่านั้น เเละขณะนี้ ผู้เขียนของเว็บอื่นๆ อาจจะกำลังทดสอบไฟร์ฟ็อกซ์รุ่นใหม่นี้อยู่ก็ได้
ตอนนี้ผมกำลังรอให้ตา Alex Faaborg แกเขียนบล็อกใหม่ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของ User Interface ในFirefox 3.5 beta 4 หรือ Firefox รุ่นใดๆ ที่มีกำหนดออกมาอีกในเร็วๆนี้
ปิดท้ายด้วยสกรีนช็อตเต็มๆของหน้าจอไฟร์ฟ็อกซ์รุ่นใหม่นี้ครับ
และขอย้ำอีกครั้งว่า หากกำลังมองหารายละเอียดที่มากกว่านี้ กรุณาติดตามที่บล็อกอื่นๆ อาทิ หมาไฟ
ตอนนี้ผมมีความจำเป็นที่จะต้องเขียนจดหมายลากิจ เพื่อไปประเทศจีน และตั้งใจที่จะค้นหาฟอร์มการเขียนทางอินเตอร์เน็ต
แต่ สิ่งที่ผมพบกลับไม่ค่อยช่วยผมมากเท่าไหร่นัก
หน้าบล็อกนี้จึงเกิดขึ้น ด้วยความหวังอันน้อยนิดว่า มันจะเป็นประโยชน์ แก่ใครก็ตาม ที่ไม่ได้ลากิจ/ลาป่วย มาเป็นปีแล้ว และได้ลืมแบบฟอร์มที่เคยเรียนตอนประถมปลายไปแล้วเช่นกัน แต่ต้องเขียนจดหมายในลักษณะนี้ เหมือนกับที่ผมเป็น
เมื่อหาไม่พบ ผมจึงตัดสินใจว่า จะไปรื้อแบบเรียนประถมมาหาดู (ซึ่งโชคดีที่ยังไม่ได้เอาไปชั่งกิโลขาย) และปรากฏว่า เจอ!! มันอยู่ในเล่มการเขียนของ ป.4 นี่เอง
ผมก็เลยตั้งใจว่าจะทำเก็บเป็นฐานข้อมูลไว้ (อย่างน้อยเอาไว้ดูเอง) ว่าการเขียนจดหมายต้องทำอย่างไร จะได้ไม่ต้องไปนั่งสำลักฝุ่นอยู่ในห้องเก็บของอีก
ก่อนอื่นก็จะขอเกริ่นสักเล็กน้อยว่า โดยทั่วไป จดหมายลากิจและลาป่วย ก็จะประกอบไปด้วยส่วนหลักๆ คือ ที่อยู่ของผู้เขียน วัน เดือน ปี ที่เขียนจดหมาย (ถ้าเป็นจม.ลาป่วยเขียนวันที่ไปเรียน/ทำงานวันแรกหลังจากหยุด) คำขึ้นต้น เนื้อความ คำลงท้าย ลายมือชื่อผู้เขียน และผู้รับรอง
เริ่มเขียน : ให้เว้นระยะห่างจากขอบกระดาษด้านซ้ายประมาณ 1 นิ้วครึ่ง (แต่ผมว่า ใช้กับเอ 4 แล้วเหลือว่างเยอะเกินไป ใครจะเอา 1 นิ้วก็ได้ตามอัธยาศัย) จากนั้นแแบ่งกระดาษ (ทั้งหมด) ออกเป็น 4 ส่วน (ไม่ต้องพับก็ได้ กะเอา)
เริ่มเขียนที่อยู่ที่เส้นที่แบ่งหน้ากระดาษฝั่งขวาออกเป็น 2 ส่วน เขียนวันที่ที่เส้นกึ่งกลางหน้ากระดาษ คำขึ้นต้น เขียนให้ชิดเส้นซ้ายสุด (เว้นจากขอบกระดาษแล้ว 1 นิ้วครึ่ง) แล้วก็เริ่มเขียนเนื้อความ บรรทัดแรกของแต่ละย่อหน้าของเนื้อความ ก็ให้เริ่มที่เส้นที่แบ่งหน้ากระดาษฝั่งซ้ายเป็น 2 ส่วน (กะประมาณเอาก็ได้ เพราะผมก็ไม่ได้พับกระดาษนะตอนเขียน หรือถ้าจะพิมพ์ ก็ใช้ Tab เอา ประมาณให้ได้ใกล้ๆตัวอย่างข้างล่าง)
หลังจากเนื้อความเสร็จแล้ว เริ่มคำลงท้าย ก็ให้คำลงท้ายเยื้องกับวันที่นิดหน่อย (สัก 1 Tab เวลาพิมพ์) ลายมือชื่อขยับเข้าไปข้างในเล็กน้อย (ตีเสียว่า 1 Tab ถ้าพิมพ์)
คำรับรอง เขียนชิดเส้นซ้ายสุด (ที่เว้นจากขอบกระดาษ 1 นิ้วครึ่ง) เหมือนกัน แล้วการลงชื่อก็เหมือนกับตอนลงชื่อเราเอง และควรวงเล็บตำแหน่งไว้ใต้ลายมือชื่อด้วย
เอาละครับ อ่านคำอธิบายมาเเล้ว ดูตัวอย่างเต็มๆ ดีกว่า (ที่ต้องอธิบายเพราะผมหาวิธีบอกระยะไม่ได้)
ประมาณนี้ละครับ
ต้องการตัวอย่างมั้ย? ไม่ต้องการผมก็จะใส่ให้(แหะๆ)
ตัวอย่างจดหมายลาป่วย
ตัวอย่างจดหมายลากิจ
จบไปแล้วนะครับ สำหรับแบบฟอร์มเเละตัวอย่างจดหมาย
ขอบอกว่า ที่อยู่นั้น ผมเมคขึ้นมาเองนะครับ อย่าริส่งไปให้ไปรษณีย์งง หรือเจ้าของบ้านจริงๆ งง ถ้าที่อยู่นี้ไปตรงกับของใคร ก็ต้องขออภัยด้วยครับ
เนื่องด้วยตอนนี้ เพื่อเลี่ยงความเละของการจัดรูปแบบต่างๆ ผมได้ทำเป็นไฟล์ภาพไว้ครับ จะไม่สามารถก็อปปี้เพื่อไปปรับเปลี่ยนได้ (เดิมก็ไม่น่าได้อยู่แล้ว)
และยังมีปัญหาอยู่บ้างตรงที่ ผมไม่รู้จะจัดรูปแบบยังไงดี? ก็เลยคิดว่า จะทำเป็นไฟล์เวิร์ด ให้ดาวน์โหลดกันได้ที่นี่ จะได้เป็นการจัดหน้าในเอ 4 จริงๆไปเลย (ไฟล์ยังไม่ได้ทำ ขออภัยด้วยนะครับ) ให้ดูเป็นรูปตัวอย่างไปก่อน เพราะผมสนับสนุนให้เขียนมือมากกว่าพิมพ์ครับ (หนึ่งคือจัดระยะง่ายกว่า สองคือดูจริงใจดี แต่นั่นสำหรับผมนะ)
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เสิร์ชเอนจิ้นของกูเกิ้ล (และเจ้าอื่นๆ) จะตามเข้ามาถึงข้อมูลในบล็อกนี้บ้าง และข้อมูลที่ท่านได้ คงจะเป็นประโยชน์กับตัวท่าน ไม่มากก็น้อย
ท่านใดที่ได้รับข้อมูลจากบล็อกนี้ไป และรู้สึกว่าเป็นประโยชน์ หรือยังไม่เป็นประโยชน์อย่างไร รบกวนกรุณาคอมเม้นท์ทิ้งไว้ด้วยนะครับ เพื่อที่ผมจะได้รับทราบเเละนำไปปรับปรุงต่อๆไป
ขอบพระคุณมากครับ
ขอประกาศว่า หน้า My Profile เดิม ที่ว่างเปล่านั้น บัดนี้ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น About Me และใส่ข้อมูลแล้ว (บางส่วน ซึ่งยังจะมีการแก้ไขต่อๆไป) และนี่ก็คือสาเหตุของชื่อโพสต์นี้ (คือจะชี้ไปที่หน้า About Me ข้างๆว่างั้นเหอะ) คือมันถูกย้ายที่ไปหมดแล้วครับ ช่างมันเถอะ (แก้ไขเมื่อ 10 พฤษภาคม 2552 00:29 น.)
ขอเชิญทัศนา…
และมีเกร็ดเล็กๆน้อยๆ มาฝาก
เพราะวันนี้ ผมเกิดคึกขึ้นมา(นึกยังไงไม่ทราบ) ไปเปิดดู Airport Settings เพื่อจะหา IP Address ของเครื่องตัวเอง ขณะที่กำลังเชื่อมต่อกับเครือข่าย KUWIN และพบว่า มี IPv6 ปรากฏอยู่!!!
ขอย้ำว่าเป็น KUWIN จริงๆ ไม่ได้ลวงโลก (ลวงไม่ได้หรอก เพราะที่บ้านผมยังใช้ IPv6 ไม่ได้)
จริงหรือไม่ คนที่ใช้ Windows Vista และ Mac OS X ซึ่งสนับสนุน IPv6 โปรดลองพิสูจน์เอาเอง
เป็นที่น่าเชื่อว่า KUWIN หรือเครือข่ายไวร์เลสของเกษตร (อาจรวมถึงเน็ตเวิร์กของเกษตรทั้งหมด) ได้วางรากฐานของ IPv6 เรียบร้อยแล้ว
จะจริงหรือไม่ ดูกันให้เต็มตา
(ภาพหายไปแล้วครับ รอผมต่อเน็ตเกษตรครั้งหน้า จะกด Snapshot มาให้ดูอีกรอบครับ ขออภัยอย่างสูง)
นี่เป็นภาพ Snapshot จาก System Preferences ในส่วนของ Airport (แน่นอนว่ามันเป็น Mac OS X Leopard และเป็นเครื่องผมเอง หุหุ) ซึ่งได้เปิดให้รับ IP Address จาก DCHP Server และ Server ของเกษตรก็จ่าย IPv6 ให้ด้วย!!! น่าตื่นตาตื่นใจ!!!
พูดได้แค่นี้ละครับ อาจจะมีหลายคนรู้แล้ว แต่ผมแค่ตื่นเต้นตกใจนิดหน่อย ก็เลยมาโพส (ให้ตัวเองอ่าน)
ใครที่ยังไม่รู้ ก็ลองไปเปิด Network Preferences(สำหรับเพื่อนๆ ผู้ใช้ Mac) หรือ Wireless Network Status ใน Network and Sharing Center (สำหรับคนที่ใช้ Windows Vista) ดูเอาก็ได้นะครับ
หรือว่า ผมจะเข้าใจผิดไปทั้งหมด?
ทีเเรกตั้งใจว่าจะมาเขียนเรื่อง Internet Explorer 8 beta 2 เสียหน่อย พอเปิดมาเจอข่าวนี้เข้า ก็เลยเปลี่ยนใจทันที
หลังจากไมโครซอฟต์เพิ่งปล่อย Internet Explorer 8 beta 2 ออกมาไม่นาน Google ก็เปิดตัวเบราเซอร์ใหม่ (เวอร์ชั่นเบต้า) ของตัวเองทันที (เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ เมื่อวาน)
โดยเบราเซอร์ใหม่นั้นมีชื่อว่า Google Chrome วันนี้ผมไปเจอมันมาจากข่าวของชาวบ้านเขาอีกแล้ว จึงได้นำมาบอกต่อกันครับ
สำหรับรายละเอียดของเบราเซอร์ตัวนี้นั้น ตามข่าว (ที่ไปจิ๊กเขามา) ได้กล่าวถึงรายละเอียดไว้ว่า ตัวเรนเดอร์หน้าเว็บนั้นใช้ Webkit เจ้าเดียวกับ Safari และพัฒนาในส่วนของเอนจินจาวาสคริปต์ขึ้นเอง
นอกจากนั้นกูเกิ้ลยังได้กล่าวถึงคุณสมบัติต่างๆไว้ในเว็บไซต์ของเบราเซอร์ไว้ดังนี้

chrome ได้รวมช่องค้นหาและแอดเดรสบาร์ไว้ในช่องเดียวกัน (เรียกว่า Omni Box) ทำให้สามารถพิมพ์คำที่ต้องการค้นหาได้ทันที และยังมี Search Suggestion และค้นหาใน History ได้แบบเดียวกับ Smart Address Bar ของ Firefox และ IE8 beta 2 อีกด้วย นอกจากนั้นยังย้ายตำแหน่งแท็บไปไว้ด้านบนสุด และกำหนดให้แต่ละเเท็บมีโปรเซสเป็นของตัวเอง เพื่อให้เเท็บอื่นๆ สามารถทำงานต่อไปได้หากแท็บใดแท็บหนึ่งมีปัญหา

เมื่อเปิดเเท็บใหม่ เบราเซอร์ตัวนี้จะเเสดงรายชื่อเว็บไซต์ที่เข้าบ่อยที่สุด 9 เว็บ พร้อมภาพพรีวิว นอกจากนั้นยังมีช่องค้นหาซึ่งใช้เสิร์ชเอนจิ้นที่ใช้บ่อยที่สุด แท็บที่เพิ่งปิดไป และเว็บไซต์ที่เพิ่งเพิ่มเข้าไปในบุ๊คมาร์ค

เรายังสามารถสร้างหน้าต่างใหม่ หรือรวมสองหน้าต่างให้เป็นหน้าต่างเดียวที่มีหลายเเท็บ โดยการลากเเท็บเข้าหรืออกจากหน้าต่างนั้นได้ด้วย นับว่าสะดวกและหรูหรามากๆ
นอกจากนั้นยังสามารถเปิดเว็บแอปพลิเคชัน (เช่น Google Docs) โดยไม่ต้องเปิดเบราเซอร์และเข้าไปที่ URL ของ WebApp นั้นๆได้ อย่างที่ Mozilla กำลังพัฒนาอยู่ในชื่อว่า Prism (ฟิเจอร์นี้ Google ใช้โปรแกรม Google Gears)

อีกอย่างหนึ่งที่เหมือน firefox คือ สามารถตั้งบุ๊คมาร์กหน้าเว็บได้ทันที แต่รายนี้คลิกที่รูปดาวหน้าเเอดเดรสบาร์ ไม่ใช่ท้ายเเอดเดรสบาร์แบบไฟร์ฟ็อกซ์
และถ้าสังเกตในแอดเดรสบาร์ในภาพให้ดีจะเห็นว่า มีการเน้นโดเมนหลักเป็นสีเข้ม แบบที่ไออีแปดมีอีกด้วย


เรื่องความปลอดภัยไม่ต้องห่วง เพราะเจ้า Chrome จะดาวน์โหลดรายชื่อเว็บที่ต้องสงสัยว่ามีมัลเเวร์ ฟิชชิ่ง เว็บที่อันตราย จากเซิร์ฟเวอร์ของกูเกิ้ลเอง (สังเกตเวลาค้นหาผ่านกูเกิ้ลเเล้วมีคำว่า ไซต์นี้อาจเป็นอันตรายต่อคอมพิวเตอร์ของคุณ ขึ้นใต้ผลการค้นหา อันนั้นแหละ รายชื่อเดียวกัน) ซึ่ง Firefox ก็ใช้รายชื่อนี้เช่นเดียวกัน และยังมีโหมดท่องเว็บแบบไม่ระบุตัวตน เพื่อความเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก
นอกจากนั้น ใครที่รำคาญตัว Download Manager ของ Safari หรือ Firefox สำหรับ Chrome นั้น จะไม่มีหน้าต่างตัวจัดการดาวน์โหลมากวยใจ แต่มันจะเเสดงสถานะการดาวน์โหลดใน Status Bar รวมถึงป๊อปอัพทั้งหลาย จะไม่ขึ้นมาเลย ถ้าอยากดูต้องคลิกที่ไอคอมบน Status Bar เช่นกัน ว้าว! มหัศจรรย์มากๆ
และที่สำคัญ มันเป็นโอเพ่นซอร์ส!
จากการใช้นั้นก็นับว่าดีเลยทีเดียวครับ เว้นเสียเเต่ว่า Google ดันไม่ Built-In RSS Reader มาให้เสียนี่ เวลาเปิดหน้า Feed ก็เลยยังเป็นโค้ดสับสนวุ่นวายอยู่
ผมเองยังไม่มีเวลากับมันมากเท่าไหร่ ก็เลยยังบอกไม่ได้มากครับว่า เวลาใช้งานมันทำตัวอย่างไรบ้าง เเต่เท่าที่ไปหาข้อมูลมา ว่ากันว่ามันเร็วพอๆ หรือมากกว่า Safari (ก็แหงล่ะ ใช้ Webkit เหมือนกัน) แล้วก็มี Webkit Inspector สำหรับนักพัฒนาเหมือนกันด้วย (หน้าตาเหมือนกันเด๊ะๆ) แล้วอินเทอร์เฟซเวลาอยู่กับ Windows Aero ใน Vista นั้น สวยมากครับ Safari ยังอาย (จริงๆ)
ไว้ว่างๆจะมารีวิวอย่างละเอียดอีกทีครับ
ต้องรอเบต้าต่อไปกันครับ ว่าจะเป็นอย่างไร
ป.ล. เรื่องไออีเเปด เบต้าสอง ติดไว้ก่อนนะครับ แต่บอกได้เลยว่าอลังการมากๆ หรูกว่าเบต้าเเรกเยอะ (เพราะทำสำหรับผู้ใช้ทั่วไป)
แล้วถ้าว่างๆ มีอีกเรื่องให้เขียนคือ Windows Live Messenger 9 beta ตัวใหม่ หรูหราเหมือนกัน
แล้วเจอกันครับ
คอมเม้นท์ยังคงว่าเปล่าตามเคย
จำนวนผู้เข้าชมก็น้อยตามเคย
จริงๆแล้วผมก้ไม่หวังอะไรมากหรอกนะ
ไม่ควรหวังด้วยซ้ำ…
ตอนนี้สเปซก็ไปอีกแล้ว
คลิกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ทุกอย่างก็ว่างเปล่า….
เเต่คงไม่มีใครสนใจอยู่แล้วละ เดิมก็ไม่มีใครสนใจมันอยู่เเล้ว
จะลบ แล้วตั้งสเปซใหม่อีกกี่ครั้ง ก็คงไม่มีใครรู้
แต่ตอนนี้ก็ลบสเปซอีกแล้ว และก็ตั้งสเปซใหม่อีกแล้ว
รายชื่อเพื่อนก็หายวับไปอีกแล้ว
มันคงเป็นอะไรที่ลำบากมากเลยนะ ต้องมากดแอคเซ็ปต์เฟรนด์เป็นรอบที่สองภายในปีเดียวกัน
เหตุผลเดิมๆ
รู้สึกไม่ค่อยดียังไงก็ไม่รู้ที่ทำลงไป
ต้องขอโทษจริงๆนะ ขอโทษจริงๆ ขอโทษกับความเอาเเน่เอานอนไม่ได้ของเรา
แต่เราคิดว่าบล็อกเรื่องสั้นอย่างเดียวมันไปไม่ไหวแน่ๆ
ไม่ไหวหรอก….
ไม่ไหวแล้ว…




